วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Logon Account Process on Windows XP

Log on Account Process on Windows XP

หลังจากที่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ผ่านกระบวนการ POST และ Boot loader เรียบร้อยมาแล้วนั้น ขั้นต่อไปเราจะต้อง Logon เข้าสู่ระบบ ซึ่งจะโหลด WINLOGON.EXE และ LSASS.EXE (Local Security Authority) ซึ่งเป็น Kernel ของระบบขึ้นมาทำงาน เพื่อให้ผู้ใช้ ป้อน ชื่อ username และ password ซึ่งไฟล์ที่เก็บรวบรวมรายละเอียดดังกล่าวก็คือ ไฟล์ SAM (Security Account Manager) ซึ่งจะอยู่ภายใน directory ย่อย /WINDOWS/system32/config

โดยปกติแล้ว Windows XP จะทำการเข้ารหัส password ของผู้ใช้ โดยใช้ Algorithm Hash ของ lanman encryption (LmHash)ซึ่งจะใช้ทั้งในการ Local login หรือ Remote login ผ่านทาง NetBIOS ซึ่งในปัจจุบันนับได้ว่าไม่มีความปลอดภัยแล้ว เนื่องจาก lanman ใช้การเข้ารหัสเพียง 14 byte เท่านั้น ทำให้สามารถ Crack หา password ได้ภายในเวลาไม่นาน ซึ่งในปัจจุบันได้มี Algorithm ใหม่เพื่อเพิ่มความยากในการ Crack นั่นคือ NTHash ซึ่งโดยค่า Default แล้ว Windows จะใช้ LmHash ในการเข้ารหัส ซึ่งเราสามารถเข้าไปแก้ไข การเข้ารหัสดังกล่าว โดยแก้ไขที่ registry ในส่วนของHKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Control\Lsa โดยการแก้ไขไฟล์ nolmhash จากค่า 0 เป็นค่า 1 จากนั้นต้องทำการเปลี่ยน password ของ user แต่ละ user ด้วย จึงจะมีผลโดยสมบูรณ์ หรือ จะเข้าไปแก้ไขใน Local Security Setting à Security Option ในส่วนของ Network Security: LAN Manager level authentication level

ไฟล์ SAM นั้น ถือเป็น Kernel ส่วนหนึ่งของระบบปฎิบัติการ ทำให้ถูก Lock ไว้ไม่ให้มีการใช้งาน ดังนั้นการที่จะได้มาซึ่งไฟล์ SAM นั้นคือ ต้องทำการ Restart ระบบแล้ว Boot เข้าโดยระบบปฎิบัติการอื่น เพื่อมา Copy ไฟล์ดังกล่าวมาทำการถอดรหัส จึงจะสามารถทราบถึง password ของแต่ user ได้ ทำให้วิธีการ Logon แบบ Remote นั้นไม่สามารถนำไฟล์ SAM ดังกล่าวไป Crack ได้ หรือถ้าหากไม่ต้องการบูตระบบปฎิบัติการใหม่ ก็สามารถหาโปรแกรมที่สามารถ Dump file ดังกล่าวได้ อาทิเช่น LC4 , Cain&able เป็นต้น

กลไกในการเข้ารหัสของ Windows มีอยู่ 2 แบบ คือ 1.LmHash 2.NTHash ซึ่งในปัจจุบัน NTHash มี version2 แล้ว


Introduction to Telecommunication (26-11-09)

เริ่มครั้งแรกสำหรับการเรียนวิชา Telecommunication เนื่องจากอาจารย์ได้เปลี่ยนเนื้อหาวิชาที่สอน ให้ปรับปรุงใหม่ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ที่เคยประกาศไว้ใน www.reg.kmitl.ac.th จึงได้เน้นเรียนไปที่ cellular concept --> 3G เป็นหลัก

เนื้อหาในครั้งแรกนี้ ว่าด้วยเรื่องของ Basic Telecommunication and Standard Organization

Telecommunication คือ การสื่อสารระยะไกล อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.Mechanical Communication คือ แบบใช้แรงคน กลไกต่างๆ ไม่ใช้ไฟฟ้า อาทิเช่น พวก ไปรษณีย์ เป็นต้น
2.Electrical Communication คือ แบบใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก อาทิเช่น การสื่อสารต่างๆที่นิยมในปัจจุุบัน

จากการที่ได้มีการพัฒนาทฤษฎีเกี่ยวกับแม่เหล็กไฟฟ้า และอื่นๆเรื่อยมา ทำให้การพัฒนาในวงการการสื่อสารได้มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง จากแบบมีสายและกลายมาเป็นแบบไร้สายในปัจจุบัน อาทิเช่น ตอนแรกเริ่มของการสื่อสารจะมีการใช้พวก Telegraph หรือ พวกโทรเลข และพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นโทรศัพท์บ้าน นอกจากนี้ยังรวมถึงการสื่อสารแบบไร้สายสมัยแรกเริ่มอาทิเช่น จากการส่งคลื่นวิทยุ โทรศัพท์ ต่างๆ จนมาถึงปัจจุบัน ได้มีการใช้งานโทรศัพท์มือถือ หรือกระทั่ง Laptop ต่างๆ

จะเห็นได้ว่า ด้วยวิวัฒนาการที่ยาวนาน ส่งผลให้ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ หลากหลายผู้ผลิต ทำให้มีความเข้ากันได้ของแต่ละอุปกรณ์ค่อนข้างยาก ส่วนใหญ่มักจะเป็น Propritary ต่างๆ ทำให้ ได้เกิดให้มีองค์กรมาตราฐานต่างๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น


วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Crack password window กันดีกว่า

คราวนี้ เราจะมาลอง Crack หา password ของ user แต่ละคนที่ใช้ระบบปฎิบัติการในตระกูล window กัน
เริ่มแรก ในระบบปฎิบัติการ window นั้นได้มีการเก็บ password ของ user แต่ละคนไว้ ในไฟล์ที่ชื่อว่า
"SAM" (Security Account Manager) ซึ่งไฟล์นี้จะถูกเก็บไว้อยู่ที่ C:/WINDOWS/system32/config

วิธีการได้มาซึ่งไฟล์ SAM นี้ ไม่สามารถเอามาแบบปกติได้ เนื่องจาก จะถูก lock ไว้เป็นส่วนหนึงของระบบปฎิบัติการ ทำให้เราไม่สามารถ copy มันมาได้โดยตรง

ดังนั้น การที่เราจะเอาไฟล์นี้มาได้ จึงแบ่งออกเป็น 2 วิธีการง่ายๆ คือ
1.บูตระบบปฎิบัติการอื่นขึ้นมาแทน แล้วทำการเข้าไปยัง directory นั้น อาทิเช่น เราทำการเอา แผ่น ubuntu มาทำการบูต จากนั้น ก็เราก็จะสามารถเข้าไปยัง C:/WINDOWS/system32/config เพื่อ copy ไฟล์ SAM ออกมาทำการ Crack อีกทีหนึ่ง

2.วิธีนี้ค่อนข้างจะง่ายกว่าวิธีแรก คือ หาโปรแกรมมา dump ไฟล์นี้แทน โดยไม่ต้องบูตเครื่องใหม่ โปรแกรมพวกนี้ก็เช่น Cain&Able , LC4 เป็นต้น

จากนั้นเมื่อเราได้ไฟล์นี้มาแล้วนั้น เราก็จะไม่สามารถรู้รหัสผ่านของ user นั้นๆ ได้โดยตรง เนื่องจากไฟล์นี้มีการเข้ารหัสข้อมูลในส่วนของ password เอาไว้ ด้วย algorithm หนึ่ง คือ LMHash(LanManager) ซึ่งจะเป็นค่า value ที่มีขนาดคงที่ค่าหนึ่งๆ แต่ในปัจจุบันค่า LMHash ไม่มีความปลอดภัยแล้ว จึงมีการหันไปให้อีก algorithm หนึ่งคือ NTLMHash แทน

ซึ่งในการจะ Crack หา password มาได้นั้นจำเป็นที่จะต้องใช้โปรแกรมในการหาอีกเช่นกัน ซึ่งอาจจะเป็นโปรแกรมที่ใช้ในการ brute force หรืออาจจะใช้ Dictionary ในการช่วยหาก็ได้ โปรแกรมดังกล่าวก็เช่น

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

มาตราฐาน IEEE

หลายๆคน คงจะคุ้นชื่อกับมาตราฐานสากล หลายๆอย่าง ซึ่งแต่ละมาตราฐานก็จะมีหน้าที่หลัก หรือผลบังคับใช้แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค

IEEE ย่อมาจาก Institute of Electrical and Electronics Engineer เป็นหน่วยงานมาตราฐานกลางสากล ไม่ขึ้นอยู่กับภูมิภาค มีหน้าที่ดูแลมาตราฐานที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ทางไฟฟ้าหลายๆชนิด

มาตราฐาน IEEE นั้นสามารถแบ่งย่อยออกเป็นหลายหน่วยงานย่อย อาทิเช่น IEEE 802 ที่เราคุ้นหูนั้น จะดูแลในส่วนของมาตราฐานการสื่อสารในเครือข่าย LAN และ เครือข่าย WAN นอกจากนี้ยังมีอีกหลายมาตราฐาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่เราจะสนใจศึกษาคือในส่วนของ มาตราฐาน IEEE 802

IEEE 802 นั้นจะดูแลในส่วนของเครือข่าย LAN (Local Area Network) และ MAN (Metropolitan Area Network) ซึ่งเมื่อเทียบกับ OSI Model แล้วนั้น ทาง IEEE 802 ได้แบ่งโปรโตคอลที่เกี่ยวข้องในชัั้นล่างของ OSI Model เป็นดังนี้
1.Physical Layer
2.Data Link Layer
2.1 LLC (Logical Link Control)
2.2 MAC (Media Access Control)

มาตราฐาน IEEE802 จะมีอยู่ด้วยกันหลายหน่วยงานย่อยดังนี้

IEEE 802.1 Network Management & Bridging
IEEE 802.2 Logical Link Control (LLC)
IEEE 802.3 Ethernet
IEEE 802.4 Token Bus
IEEE 802.5 Token Rings
IEEE 802.6 Metropolitan Area Network(MAN)
IEEE 802.11 Wireless LAN
802.11a
802.11b
802.11g
802.11n
IEEE 802.15 Wireless PAN (Personal Area Network)
802.15.1 Bluetooth
802.15.4 Zigbee
IEEE 802.16 Wireless MAN(Wi-Max)

มารู้จักกับค่า TTL (Time-to-Live)

ค่า TTL (Time To Live) นั้น เป็นค่าที่ใช้แสดงจำนวนฮ๊อป(Hop) ที่แพ็กเก็ตนั้นวิ่งผ่านในระบบ ว่าจะสามารถวิ่งผ่านได้ไม่เกินกี่ฮ๊อป ซึ่งถ้าจะพูดง่ายๆ ก็คือ มันจะวิ่งผ่านเร้าเตอร์ได้สูงสุดจำนวนกี่ตัว มันจะมีประโยชน์มากในการป้องกันลูปไม่ให้เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้ีนเพียงชั่วขณะเท่านั้น

โดยที่ ในการส่งแต่ละครั้ง ถ้าหากผ่านเร้าเตอร์จำนวน 1 ตัว ค่า TTL จะลดลงครั้งละ 1 ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เมื่อมีการผ่านอุปกรณ์ใน Layer3 จนกระทั่งถ้าหากค่า TTL นี้เป็น 0 Router ก็จะดรอปแพ็กเก็ตนั้นทิ้ง จากนั้นจะส่งข้อความ ICMP บอก Error ไปยังต้นทางที่ทำการส่งว่า Time-to-Live exceed (type 8 code 0) ซึ่งหมายความว่า ค่า TTL ได้เป็น 0 แล้ว

ซึ่งค่า TTL นี้ในการการเซ็ตเริ่มต้นก่อนทำการส่งจะแตกต่างกันแล้วแต่ระบบปฎิบัติการ (OS) ได้แก่

ค่า TTL เริ่มต้นจะเท่ากับ 128 สำหรับ OS ของ Microsoft Window

ค่า TTL เ้ริ่มต้นจะเท่ากับ 64 สำหรับ OS ของ Unix

ค่า TTL เริ่่มต้นจะเท่ากับ 255 สำหรับ อุปกรณ์เร้าเตอร์ *แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเซ็ตค่าของแต่ละอุปกรณ์ด้วย

เช่นถ้าหากเราทำการเล่น web ผ่าน http ไปยังเว็บ google ซึ่งเครื่องเราใช้ MS XP ทาง TCP/IP Stack จะทำการตั้งค่า TTL เป็น 128 โดยอัตโนมัติไปหาปลายทาง ซึ่งเมื่อไปยัง web server ของ google ก็จะตอบกลับเริ่มต้นที่ TTL มีค่าเป็น 64 จนมาถึงต้นทางที่ทำการร้องขอ

ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะผ่าน proxy หรือ server คนละตัวกันได้ อาจทำให้ค่า TTL ที่ได้ต่างกัน

เช่น ถ้าเรา ping google.com >> TTL เริ่มต้นจะเท่ากับ 64

ถ้าเรา ping www.google.com >> TTL เริ่มต้นจะเท่ากับ 255

จากการที่ค่า TTL ทำการลดค่าลงทีละ 1 จะสามารถป้องกันแพ็กเก็ตอยู่ในระบบเป็นเวลานานได้ (loop)

นอกจากนี้ค่า TTL ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรแกรมอื่นๆ ด้วย อาทิเช่น ping , trace route เป็นต้น

การ ping (Packet INternet Group) ค่า TTL จะลดลงครั้งละ 1 จากเริ่มต้น

การ trace route ค่า TTL จะเริ่มต้นที่ 0 แล้วเพิ่มครั้งละ 1 เพื่อหาจำนวน Hop จากต้นทางไปยังปลายทาง

รู้หรือไม่ว่า การดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์นั้นมาจากพื้นมหาสมุทรมากกว่าป่าไม้?

เราหลายคนอาจจะรู้แล้วว่าแหล่งรองรับคาร์บอนของโลกเรานั้นไม่ใช่ป่าไม้หากแต่เป็นมหาสมุทรที่ซึมซับเอาคาร์บอนลงสู่ทะเล แต่ประเด็นที่กังวลกันคือมหาสมุทรจะมีความสามารถในการรองรับคาร์บอนได้อีกนานมากแค่ไหน

ข้อมูลเดิมนั้นเชื่อกันว่ามหาสมุทร์จะไม่สามารถรองรับคาร์บอนเพิ่มอีกในเวลาอันใกล้ ทำให้คาร์บอนในอากาศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก แต่งานวิจัยใหม่จากการสำรวจน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกใต้พบ พบว่าปริมาณคาร์บอนในอากาศนั้นเพิ่มขึ้นเพียง 0.7% (+-1.4%) ต่อปี โดยไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่ลดลงจนสังเกตได้แต่อย่างใด

ทีมวิจัยระบุว่าการรวบรวมข้อมูลจำนวนมากเช่นนี้มีความไม่แน่นอนในข้อมูลอยู่ ดังนั้นเราคงไม่สามารถวางใจได้เต็มที่นักหากจะบอกว่าประเด็นโลกร้อนไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวล แต่หากมีข้อมูลในแนวทางเดียวกันจำนวนมากกว่านี้ ก็อาจจะได้เวลาพิจารณาว่าเราต้องทุ่มทรัพยากรลงไปกับความพยายามลดคาร์บอนเช่นเดิมอีกหรือไม่

ที่มา - PhysOrg